Browsed by
Author: admin

เที่ยวสุดชิลล์ ถ่ายภาพสุดเพลินที่เขาใหญ่

เที่ยวสุดชิลล์ ถ่ายภาพสุดเพลินที่เขาใหญ่

เที่ยวสุดชิลล์ ถ่ายภาพสุดเพลินที่เขาใหญ่

เขาใหญ่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่นี่ยังเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของในบ้านเรากันอีกด้วย เขาใหญ่มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,353,471.53 ไร่ หรือ 2,165.55 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 11 อำเภอ ใน 4 จังหวัด ลักษณะทั่วไปของเขาใหญ่จะมีภูเขาน้อยใหญ่หลายลูกสลับซับซ้อนจึงเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารหลายสาย และยังอุดมไปด้วยพืชพันธุ์รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด

ด้วยสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และรกทึบทำให้เขาใหญ่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูร้อนไม่ร้อนมาก ฤดูฝนมีฝนตกชุก และในฤดูหนาวอากาศจะไม่หนาวจัดจนเกินไป มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 23 องศาเซลเซียส ทำให้เราสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวเขาใหญ่กันได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันมากที่สุดจะเป็นช่วงฤดูหนาวหรือระหว่างเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะนอกจากอากาศจะดีแล้วบรรยากาศยังแสนจะโรแมนติกกันอีกด้วย ที่สำคัญเดินทางสะดวกใกล้กรุงเทพและมีที่พักให้เลือกมากมาย

บนเขาใหญ่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น แก่งหินเพิง, น้ำตกเหวนรก, น้ำตกผากล้วยไม้, น้ำตกเหวสุวัต, น้ำตกเหวไทร, น้ำตกไม้ปล้อง และจุดชมทิวทัศน์เขาเขียว (ผาเดียวดาย) เป็นต้น น้ำตกบนเขาใหญ่ยังมีน้ำตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีการสร้างหอดูสัตว์เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้ชมสัตว์ที่ลงมากินดินโป่งกันอีกด้วย ถ้ามีโปรแกรมเดินทางมาก็อย่าลืมแวะชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันนะคะ

ยลพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าครั้งหนึ่งในชีวิตบนภูกระดึง

ยลพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าครั้งหนึ่งในชีวิตบนภูกระดึง

ยลพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าครั้งหนึ่งในชีวิตบนภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ตั้งอยู่ในตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย มีระดับความสูงประมาณ 400 – 1,200 เมตร จุดที่สูงสุดคือบริเวณคอกเมย มีความสูงถึง 1,316 เมตร ภูกระดึงยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความงามของธรรมชาติเฉลี่ยหลายหมื่นคนซึ่งเป็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่เป็นวันหยุดยาวหรือเทศกาลต่างๆ จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาบนยอดดอยเป็นจำนวนมาก

ภูกระดึงยังถูกจัดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติในปี พ.ศ. 2486 และเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ซึ่งจัดเป็นอุทยานแห่งชาติอันดับที่ 2 ถัดจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สภาพอากาศโดยทั่วไปของภูกระดึงจะเหมือนบริเวณพื้นราบรอบเชิงเขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงฤดูฝนเริ่มต้นช่วงเดือนเมษายนจนถึงเดือนตุลาคมจะมีฝนตกชุก อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิต่ำสุดจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคมที่ในบางครั้งต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียสกันเลยทีเดียว

บนภูกระดึงมีแหล่งท่องเที่ยวที่คุณไม่ควรพลาดชมความงดงามของธรรมชาติอยู่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็น ผาหมากดูก, ผานาน้อย, ผาเหยียบเมฆ, ผานกแอ่น เป็นจุดชมพระอาทิตย์ที่งดงามมาก, ผาหล่มสัก, ลานพระศรีนครินทร์ (องค์พระพุทธเมตตา), น้ำตกวังกวาง, น้ำตกเพ็ญพบ, น้ำตกถ้ำใหญ่ และ สระอโนดาด เป็นต้น ซึ่งพูดได้ว่าต้องใช้เวลาหลายวันกันเลยทีเดียวถึงจะเที่ยวได้ครบทุกจุด และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือใครที่คิดจะพิชิตยอดภูก็อย่าลืมฟิตร่างกายกันให้พร้อมด้วยนะคะ เพื่อให้คุณสามารถพิชิตภูกระดึงครั้งหนึ่งในชีวิตได้สำเร็จ

เที่ยวห้วยน้ำดังชมความงามของทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

เที่ยวห้วยน้ำดังชมความงามของทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

เที่ยวห้วยน้ำดังชมความงามของทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

ห้วยน้ำดังหรืออุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ตั้งอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จัดเป็นสถานที่ชมวิวทะเลหมอกและชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่สวยติดอันดับต้นๆ ของบ้านเรา พื้นของอุทยานครอบคลุมทั้งอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูมิประเทศจะเป็นลักษณะเป็นเทือกเขาและภูเขาสลับซับซ้อน โดยมีดอยช้างเป็นภูเขาที่สูงที่สุดและยังเป็นป่าต้นน้ำของห้วยและลำธารหลายสาย

การขึ้นมาเที่ยวอุทยานห้วยน้ำดังนั้นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดก็คือ แวะชมวิวที่บริเวณห้วยน้ำดั หรือดอยกิ่วลม เพราะที่นี่จัดเป็นจุดชมวิวที่มีความสวยงามตามธรรมชาติอยู่มากและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว บริเวณนี้คุณยังสามารถมองเห็นดอยเชียงดาวได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นผ่านทะเลหมอกในยามเช้าตรู่ที่สวยงามเป็นอย่างมาก และในช่วงฤดูหนาวดอกไม้เมืองหนาวยังแข่งกันออกดอกสวยงามบานสะพรั่งไปทั้งหุบเขา

สำหรับการเดินทางคุณสามารถเดินทางได้ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัวและทางรถโดยสารสาธารณะ โดยรถยนต์ส่วนตัวจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ระยะทางประมาณ 37 กิโลเมตรจะถึงตลาดแม่มาลัย อำเภอแม่แตง จากนั้นเลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1095 สายเชียงใหม่-ปาย ขับไปประมาณ 65 กิโลเมตร จนถึงด่านตรวจของอุทยานฯ จากนั้นขับรถเข้าไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ อีกทางคือรถโดยสารสาธารณะจากสถานีขนส่งเชียงใหม่ ให้ใช้บริการรถสาธารณะสายเชียงใหม่- ปาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ก็จะมาถึงปากทางเข้าอุทยานฯ จากตรงนี้นักท่องเที่ยวต้องติดต่อกับทางอุทยานฯ ให้ออกมารับหรือโบกรถนักท่องเที่ยวที่ผ่านเข้าอุทยาน

ป่าสนสลับสีความสวยสุดโรแมนติกของธรรมชาติ

ป่าสนสลับสีความสวยสุดโรแมนติกของธรรมชาติ

ป่าสนสลับสีความสวยสุดโรแมนติกของธรรมชาติ

ป่าสนสลับสีที่อยากชวนให้ไปสัมผัสความโรแมนติกกันนั้น ตั้งอยู่ที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงฤดูหนาวป่าสนจะเริ่มผลัดใบจากสีเขียวที่ได้รับน้ำฝนในช่วงฤดูฝน มาเป็นสีเหลืองและน้ำตาลรวมไปถึงสีส้มและแดงของต้นเมเปิล ไล่สีกันตามธรรมชาติทำให้มีสีสันสวยแปลกตา ที่นี่ยังจัดเป็นป่าสนสองใบและสามใบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยกันอีกด้วย

หมู่บ้านแห่งนี้แต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงโปรดเกล้าให้พัฒนามาเป็น “โครงการหลวงหมู่บ้านวัดจันทร์” ทำให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีการปลูกสนจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและสุดโรแมนติกอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน และถ้าคุณอยากมาชมความงามและสีสันสวยๆ ของต้นสนแนะนำให้เดินทางมาในช่วงเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้พื้นที่ใกล้กันยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ถ้าหากเดินทางมาในช่วงเช้าตรู่คุณยังได้ชมสายหมอกจับกลุ่มกันลอยเหนือผิวน้ำ และปกคลุมทั่วทิวสนเป็นธรรมชาติที่สวยและอากาศบริสุทธิ์สดชื่นเป็นอย่างมาก

การเดินทางมายังป่าสนแห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่ริม จากนั้นให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1095 ไปยังอำเภอปาย ก่อนถึงอำเภอปายประมาณ 13 กิโลเมตร ให้ใช้ทางแยกซ้ายเข้าถนนหมายเลข 1265 ขับมุ่งหน้าอีกประมาณ 40กิโลเมตร ก็จะมาถึงโครงการหลวงหมู่บ้านวัดจันทร์กันแล้วค่ะ

เที่ยวปาย แม่ฮ่องสอน ดินแดงแห่งขุนเขา

เที่ยวปาย แม่ฮ่องสอน ดินแดงแห่งขุนเขา

เที่ยวปาย แม่ฮ่องสอน ดินแดงแห่งขุนเขา

ปายเป็นชื่อของอำเภอที่ตั้งอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมืองเก่าแก่และมีความสำคัญตั้งแต่สมัยล้านา ในอดีตเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ค่อนข้างได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็กเกอร์ เพราะได้มาสัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด ซึ่งในปัจจุบันอำเภอปายก็ยังเต็มไปด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นป่าไม้หรือขุนเขา รวมไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมพื้นบ้านแบบดั้งเดิม ที่นี่จึงเป็นเหมือนเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกันเลยทีเดียว

ปัจจุบันปายได้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้นทำให้สะดวกสบายและมีที่พักสวยๆ เกิดขึ้นหลายแห่ง รวมไปถึงร้านอาหารร้านขายสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว สำหรับช่วงเวลาที่น่ามาเที่ยวที่สุดก็จะเป็นในช่วงฤดูหนาว เพราะในฤดูกาลอื่นๆ อย่างเช่น ฤดูร้อนอากาศจะค่อนข้างร้อน ในช่วงฤดูฝนจะมีฝนตกชุกการเดินทางลำบากแต่ก็เป็นช่วงที่อากาศสดชื่นต้นไม้ดอกไม้เบ่งบานรับน้ำฝนกันอย่างเต็มที่ ส่วนในช่วงฤดูหนาวอากาศจะค่อนข้างเย็นที่สำคัญบรรยากาศยังแสนจะโรแมนติกกันอีกด้วย ทำให้เป็นฤดูกาลที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาปายกันมากที่สุด

การเดินทางมาอำเภอปาย จากกรุงเทพจะไม่มีรถมาถึง ส่วนมากนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปที่เชียงใหม่ก่อน จากนั้นจึงต่อมาปาย ซึ่งจากกรุงเทพฯ เดินทางมาเชียงใหม่ คุณสามารถมาได้ทั้งทางรถไฟ รถทัวร์ และเครื่องบิน ซึ่งราคาจะแตกต่างกัน จากนั้นจึงหารถจากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งสู่อำเภอปายจะมีทั้งแบบรถยนต์รับจ้างให้เช่ารวมไปถึงรถเมล์และรถตู้โดยสาร แต่ถ้ามาโดยรถยนต์ส่วนตัวคุณก็สามารถขับตรงไปยังปายกันได้เลย

เที่ยวภูทับเบิก ชมทะเลหมอกสีขาวและทัศนียภาพที่งดงาม

เที่ยวภูทับเบิก ชมทะเลหมอกสีขาวและทัศนียภาพที่งดงาม

เที่ยวภูทับเบิก ชมทะเลหมอกสีขาวและทัศนียภาพที่งดงาม

ภูทับเบิกตั้งอยู่ในตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร ซึ่งจัดเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดเพชรบูรณ์ ชาวบ้านดั่งเดิมเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ปลูกกะหล่ำปลีเป็นอาชีพหลัก มาที่นี่เราจึงเห็นแปลงกะหล่ำปลีไกลสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว บนยอดภูจะมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นจนบางครั้งถึงขั้นติดลบกันเลยทีเดียว ใครที่อยากลองมาสัมผัสอากาศเย็นๆ ลองแวะมาที่นี่กันดูนะคะ รับรองได้เลยว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ไฮไลท์สำคัญบนภูทับเบิกที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมความงามก็คือทะเลหมอกนั่นเองค่ะ ที่นี่จะมีทะเลหมอกที่สวยงามอลังการปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาและไร่กะหล่ำปลีเหมือนสำลีปุยนุ่นที่ทอดตัวยาวจรดขอบฟ้า นอกจากนี้ในวันที่ฟ้าสดใสยามค่ำคืนเรายังจะได้ชมทะเลดวงดาวบนท้องฟ้าที่แข่งกันส่องแสงระยิบระยับ พูดได้เลยว่าสวยงามเป็นอย่างมากนอนนับดาวกันเพลินไปเลยค่ะ ถ้าคุณเดินมาในช่วงปลายฤดูหนาวบนเขาก็มีต้นพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยให้ชมเช่นกัน ซึ่งในช่วงนั้นจะแข่งกันออกดอกบานสะพรั่งไปทั้งหุบเขา

ที่ภูทับเบิกแห่งนี้เราสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวกันได้ตลอดทั้งปี เพราะแต่ละฤดูจะมีความสวยงามของธรรมชาติที่แตกต่างกัน แต่ในช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งอากาศเย็นสบายไปจนถึงหนาวจัดกันเลยทีเดียว และการเดินทางก็จะสะดวกกว่าช่วงฤดูฝน ใครอยากชมความงามของธรรมชาติและทะเลหมอกก็อย่าลืมนึกถึงภูทับเบิกกันด้วยนะคะ

ชวนเที่ยวทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

ชวนเที่ยวทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

ชวนเที่ยวทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

ทุ่งดอกบัวตองอยู่ในดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่มากกว่า 500 ไร่ บนความสูงถึง 1,600 เมตร ที่นี่ยังเป็นทุ่งดอกบัวตองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย สำหรับช่วงฤดูกาลที่ดอกบัวตองบานสะพรั่งเต็มทั้งท้องทุ่งจะอยู่ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี มีระยะเวลาในการบานประมาณ 40 วันเท่านั้น และในหนึ่งปีจะเบ่งบานกันเพียงครั้งเดียว และในช่วงดังกล่าวยังมีการจัดเทศกาลดอกบัวตองบานเป็นประจำทุกปี ดอกบัวตองยังถูกจัดให้เป็น ราชินีดอกไม้สีเหลืองแห่งขุนเขากันอีกด้วย ดังนั้นใครอยากชมอย่าลืมตั้งโปรแกรมการเดินทางเอาไว้ล่วงหน้ากันด้วยนะคะ

งานเทศกาลทุ่งดอกบัวตองบานยังบ่งบอกให้ทราบด้วยว่าถึงฤดูกาลท่องเที่ยวสัมผัสอากาศเย็นและชมความงามของธรรมชาติในจังหวัดแม่ฮ่องสอนกันแล้ว ภายในงานยังมีผลิตภัณฑ์ OTOP และพืชผลทางการเกษตรของจังหวัดแม่ฮ่องสอนจำหน่ายอีกด้วย ในช่วงวันเทศกาลถ้าคุณได้ขึ้นมาชมคุณจะได้เห็นดอกไม้สีเหลืองบานอร่ามตาในทุ่งกว้างเป็นทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งนัก ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาชมความงามของดอกบัวตองหลายหมื่นคนกันเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับการเดินทางไปชมทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอนั้น ถ้ามาโดยรถยนต์ส่วนตัวให้คุณใช้ทางหลวงหมายเลข 108 สายแม่ฮ่องสอน – ขุนยวม ก่อนจะถึงตัวอำเภอขุนยวมประมาณ 1 กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้ายตามทางหลวงหมายเลข 1263 ขับไปเป็นระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร ก็จะพบทางเข้าสู่ทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอกันแล้วค่ะ

เที่ยวปางอุ๋งดินแดนสามหมอก

เที่ยวปางอุ๋งดินแดนสามหมอก

เที่ยวปางอุ๋งดินแดนสามหมอก

ปางอุ๋ง มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” โครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชินี ตั้งอยู่ที่บ้านรวมไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปประมาณ 44 กิโลเมตร อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร ที่นี่อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 16 (แม่สะเรียง) กรมอุทยาแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

โดยดั่งเดิมเป็นสถานที่ปลูกฝิ่นของชาวเขา แต่ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาเปลี่ยนมาปลูกพืชสมุนไพร และพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว บนยอดดอยยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เรียงรายไปด้วยป่าสน และมีสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่ดึงดูดสายตาและช่วยทำให้ทัศนียภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำน่าสนใจมากยิ่งขึ้นก็คือ หงส์สีขาวและสีดำที่มักลงมาเล่นน้ำให้เราได้ชมกัน ทำให้ที่นี่กลายเป็นเหมือนสวรรค์บนดินที่นักท่องเที่ยวตั้งสมญาให้ว่า สวิตเซอร์แลนด์แดนสามหมอกแห่งเมืองไทย สภาพอากาศโดยทั่วไปของปางอุ๋งจะมีอาการเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

สำหรับกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ถ้าคุณมีโอกาสได้มาเยือนปางอุ๋งก็คือ การล่องแพชมทัศนียภาพและบรรยากาศของธรรมชาติสวยๆ รอบอ่างเก็บน้ำพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ โดยเฉพาะบรรยากาศอันหนาวเย็นยามเช้าตรู่ ที่เราจะได้พบกับไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาบบอกได้เลยว่าโรแมนติกเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันการเดินทางมาปางอุ๋งก็สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวกันตลอดทั้งปี

มาสัมผัสไอเย็นและชมทะเลหมอกที่ภูผักหวาน จ.เลย

มาสัมผัสไอเย็นและชมทะเลหมอกที่ภูผักหวาน จ.เลย

มาสัมผัสไอเย็นและชมทะเลหมอกที่ภูผักหวาน จ.เลย

ภูผักหวาน ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยเดื่อ ตำบลน้ำทูน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ที่นี่จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักกันมากนัก สำหรับชื่อมีที่มาจากบริเวณโดยรอบภูเขาจะมีการปลูกต้นผักหวานเป็นจำนวนมาก อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเลย คุณวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ จึงคิดตั้งชื่อตามต้นผักหวานจึงเป็นที่มาของชื่อภูผักหวานนั่นเองค่ะ แค่ได้ยินชื่อก็ทำให้นึกถึงอาหารกันแล้ว

บนภูผักหวานจะมีการจัดสถานที่เป็นจุดชมวิวที่คุณสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวช่วงเช้าตรู่จะมีทะเลหมอกกว้างสุดสายตาให้ได้ชมกัน ซึ่งถ้าคุณเดินทางมาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสหรือวันฟ้าเปิดยังสามารถมองเห็น หมู่บ้านวังเป่ง, ภูผาแง่ม, ด่านพรมแดนไทย-ลาว บ้านนากระเซ็ง รวมทั้งอาจจะมองเห็น สปป. ลาว กันได้เลยทีเดียว ซึ่งวันไหนไม่มีทะเลหมอกการได้นั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดินที่จุดชมวิวแห่งนี้ก็รับรองได้เลยว่าสวยประทับใจและโรแมนติกไม่แพ้ที่อื่นเช่นกันค่ะ

สำหรับการเดินทางมายังจุดชมวิวภูผักหวาน ถ้ามาจากอำเภอท่าลี่ให้ขับรถตรงไปยัง อบต.อาฮี ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร จากนั้นให้ขับไปตามถนนท่าลี่-ด่านซ้ายจนมาถึงบ้านแก่งม่วง ประมาณ 15 กิโลเมตรก่อนถึงด่านตรวจ จะมีป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายตรงไปหมู่บ้านห้วยเดื่อ ต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก่อนถึงทางแยกให้เลี้ยวเข้าไปในวัดโพนทอง แล้วใช้ทางขึ้นเขาตรงข้างวัด ขับตรงมาเรื่อยๆ ก็จะถึงจุดชมวิวกันแล้วค่ะ

สัมผัสลมหนาวที่อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก

สัมผัสลมหนาวที่อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก

สัมผัสลมหนาวที่อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก

อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปกเดิมมีชื่อว่าดอยผ้าห่มปก ตั้งอยู่ในตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนของทิวเขาผีปันน้ำ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400-2,285 เมตร มีหมอกคลุมและอาการเย็นตลอดทั้งปี สภาพพื้นป่าอุดมสมบูรณ์ บนยอดเขาเป็นป่าสน บริเวณเชิงเขาเป็นป่าไม้เต็งรังและป่าเบญจพรรณ ส่วนริมลำธารจะเป็นป่าดิบแล้ง ที่นี่ยังเป็นต้นน้ำของแม่น้ำฝางอีกด้วย อุทยานแห่งนี้ยังมีดอยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักหลายแห่ง เช่น ดอยฟ้าห่มปก, ดอยแหลม, ดอยปู่หมื่น และดอยอ่างขาง

การเดินทางมาที่นี่ถ้าต้องการพักแรมนักท่องเที่ยวต้องไปพักที่บริเวณดอยกิ่วลมเพียงเท่านั้น เนื่องจากบริเวณยอดดอยฟ้าห่มปกเป็นหน้าผาสูงชันอาจทำให้เกิดอันตรายได้ บริเวณอุทยานยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายแห่ง เช่น โป่งน้ำร้อนที่มีน้ำแร่ตลอดทั้งปี, น้ำตกโป่งน้ำดัง ที่เป็นน้ำตกหินปูนขนาดเล็กและใกล้กันยังเป็นที่ตั้งของถ้ำห้วยบอน ถ้ำที่มีขนาดใหญ่มีความลึกถึง 300 เมตร และภายในยังจุคนได้ถึง 40-50 คน เลยทีเดียว ภายในถ้ำยังมีเสาหินและหินงอกหินย้อยที่มีความงดงามตามธรรมชาติ

การเดินทางมายังอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปกนั้นปัจจุบันสามารถเดินทางได้สะดวก โดยจากตัวเมืองเชียงใหม่ให้คุณใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 ขับมาจนถึงตัวเมืองฝางแล้วตรงไปจนถึงสามแยกไฟแดง จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายตรงไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตร ก็จะมาถึงอุทยานแห่งชาติฯ โดยจะมีป้ายบอกไปตลอดทาง